ในกรณีที่ผู้ป่วยบ่นว่ามีอาการหูอื้อเนื่องจากมีน้ำเข้าไปในหู อาการคือจะรู้สึกแน่นอุดอัดในหู ร่วมกับการได้ยินลดลงซึ่งเกิดจากผู้ป่วยบังเอิญได้รับน้ำพัดเข้าไปในหูส่วนใหญ่มักจะเข้าใจผิดคิดว่าเกิดจากน้ำที่เข้าไปในหูยังคงค้างอยู่ภายในหูไม่ยอมไหลออกมาจึงพยายามแก้ไขโดยการเอาน้ำออกจากหูด้วยหลากหลายวิธี ยกตัวอย่างเช่นเอียงหูลงเอาฝ่ามือตบศีรษะเบาเบาหรือกรอกน้ำเข้าไปในหู รีบเอียงหูเพื่อเทน้ำออกมา ซึ่งวิธีรักษาดังกล่าวเป็นวิธีที่ไม่ถูกต้องซึ่งผู้ป่วยบางคนอาจจะดีขึ้นบางคนอาจจะมีอาการแย่ลง ดังนั้นในกรณีเกิดอาการหูอื้อหลังจากมีน้ำพัดเข้าไปในหูอาจเกิดได้จาก 2 สาเหตุดังนี้ 1.อาจเกิดจากผู้ป่วยมีขี้หูมากเกินไปจนไปอุดในรูหูทำให้เกิดอาการหูอื้อขึ้นมาได้โดยอาการหูอื้อที่เกิดขึ้นเกิดได้บ่อยประมาณ 70 ถึง 80% ซึ่งส่วนใหญ่ไม่มีอาการอะไรและไม่มีอาการเจ็บปวดในหูจนกระทั่งมีน้ำพลัดเข้าไปในหูทำให้ขี้หูซึ่งมีมากอยู่แล้วจะดูดซับน้ำไว้จนพองตัวคล้ายกับฟองน้ำที่อุ้มน้ำไว้ทำให้ขี้หูพองตัวไปอุดตันช่องหูจนทำให้เกิดหูอื้อซึ่งวิธีการรักษาที่ถูกต้องคือการเอาขี้หูออกโดยใช้ยาหยอดหูชนิดละลายขี้หู หากใช้ยาแล้วอาการไม่ดีขึ้นควรไปพบแพทย์เพื่อใช้เครื่องมือดูดขี้หูออกมาไม่ควรใช้ไม้แคะหูแคะเองเพราะมีโอกาสทำให้เยื่อแก้วหูทะลุและอาจเกิดการอักเสบติดเชื้อในหูได้ 2.เกิดจากมีน้ำพลัดเข้าไปในหู ทำให้เกิดการอักเสบติดเชื้อของหูชั้นนอกหรือที่เยื่อแก้วหูจนทำให้เกิดอาการหูอื้อขึ้นมา โดยสาเหตุเริ่มแรกอาจเกิดจากมีแผลถลอกเล็กน้อยในหูแล้วบังเอิญมีน้ำพลัดเข้าไปในหูเป็นน้ำที่ไม่สะอาดหรือมีเชื้อโรคเข้าไปสัมผัสกับแผลในหูจนทำให้เกิดอาการอักเสบติดเชื้อ โดยอาการจะมีอาการปวดในช่องหูและพบน้ำแฉะๆในหูซึ่งเกิดจากน้ำเหลืองที่ไหลออกจากแผลที่ติดเชื้อ จึงแนะนำหากเกิดอาการดังกล่าวควรไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาล